วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2562

ชิลได้แม้วันฝนตก เพราะเราอยู่คอนโดติดรถไฟฟ้า



เราคงไม่ปฏิเสธความสะดวกสบายในเรื่องการอยู่อาศัย ถึงแม้เราจะเลือกคอนโดติดรถไฟฟ้าแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีระยะทางความใกล้ไกลแตกต่างกัน เป็นตัวชี้วัดในการตัดสินใจซื้อที่มีผลทั้งต่อผู้เช่า หรือแม้แต่เราจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองก็ตาม นอกจากนี้ทัศนียภาพหรือสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบยังเป็นตัวกำหนดความต้องการของคุณด้วยเช่นกัน ฉะนั้นวันนี้เราจึงคัดมาเน้นๆ สำหรับใครที่อยากได้คอนโดติดรถไฟฟ้าไม่เกิน 200 เมตร เหมือนมีพาหนะสำหรับเดินทางจอดรอคอยรับ–ส่งหน้าที่พักอยู่เสมอ เรียกได้ว่ามือเกือบเอื้อมไปแตะรถไฟฟ้าได้ถ้ามองจากบริเวณพื้นที่ส่วนกลางหรือชั้นสระว่ายน้ำ คอนโดติดรถไฟฟ้าแบบสุดๆ หรือจะเรียกว่าติดเลยก็คงไม่แปลกนัก

เพราะที่ โครงการของไอดีโอ โมบิ วงศ์สว่าง–อินเตอร์เชนจ์ เป็นคอนโดที่เป็นจุดเชื่อมต่อเส้นทางการเดินทางของย่าน และตอกย้ำวิวรถไฟฟ้าด้วยการจัดสรรส่วนกลางขนาดใหญ่แบบ Triple Sky Facilities ส่วนกลางมากถึง 3 ชั้น ไม่ว่าจะเป็น Sky Pool, Sky Fitness และ Sky Outdoor Library พร้อม Sky Deck เปิดรับวิวเมืองและวิวแม่น้ำรวมถึงเรายังสามารถรับแดดยามเช้าที่ Private Grand Park สวนส่วนตัวขนาดใหญ่

ถ้าอยากเป็นเจ้าของคอนโดติดรถไฟฟ้าเหล่านี้ ห้ามพลาดดีลแห่งปี  ดีลดีให้คุณถือกระเป๋ามาใบเดียว พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที ฟรี! 0 บาทไม่มีค่าใช้จ่ายนาน 2 ปี ฟรีสัญญา ฟรีค่าโอนฯ กับ 10 โครงการพร้อมอยู่ ติดรถไฟฟ้า



Scoop : เทรนด์ชุดชั้นใน 2019 แฟชั่นหลบไป ใส่สบายมาก่อน


เทรนด์ชุดชั้นใน 2019 แฟชั่นมาทีหลัง
เน้น 'ใส่สบาย ทรงสวย' ไว้ก่อน

                ต้องบอกว่า เทรนด์ใหม่ของชุดชั้นในปี 2019 ที่สาวๆ ยุคใหม่นิยมในขณะนี้ ไม่ใช่ชุดชั้นในแฟชั่น แต่กลายเป็นชุดชั้นในแบบเรียบๆ ที่กำลังมาแรง แต่ในความเรียบที่ว่านั้น ต้องแฝงไปด้วยความเนี้ยบ และที่สำคัญใส่แล้วต้องสบาย รวมถึงใส่แล้ว "ทรง" ต้องสวยปัง
                "พิชชา ธนาลงกรณ์" ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในแบรนด์ "ซาบีน่า" ผู้บริหารสาวรุ่นใหม่ที่เข้าใจผู้หญิงด้วยกัน บอกว่า ต้องยอมรับว่า เทรนด์ใหม่ของชุดชั้นในตอนนี้ เน้นนวัตกรรมที่ต้องใส่สบาย และเมื่อใส่แล้ว ยังต้องจัดทรงให้หน้าอกดูสวยได้รูปอีกด้วย
                "ที่ต้องเลือกใส่สบาย เพราะผู้หญิงทำงานหรือใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น บางครั้งอาจจะต้องใส่ชุดชั้นในนานกว่า 10-12 ชั่วโมงในแต่ละวัน ขณะที่กิจกรรมของผู้หญิงก็หลากหลายมากขึ้น ดังนั้น การเลือกชุดชั้นในที่สวมใส่สบาย จะช่วยทำให้ผู้หญิงสามารถใช้ชีวิตได้ตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้เต็มที่ ไม่อึดอัด ขณะเดียวกัน ยังช่วยเสริมบุคลิกภายนอกให้ดูโดดเด่น" ผู้บริหารสาวของซาบีน่ากล่าว
                ในส่วนของซาบีน่า ล่าสุดได้เปิดตัวนวัตกรรม "ซีมเลส ฟิต ซาบีน่า" (Seamless Fit by Sabina ) เป็นบราที่ไม่มีตะเข็บ ให้ความสบายยามสวมใส่ เพราะไร้ตะเข็บมากดทับ แต่เมื่อใส่แล้วยังช่วยจัดทรงให้หน้าอกยังดูสวยได้รูป ด้วยเอกลักษณ์ทรงสวยของซาบีน่า ด้วย 3 เทคนิคพิเศษ นั่นคือ "ทอ" (Weaving Technique) ซึ่งใช้เทคนิคทอขึ้นรูปเสื้อชั้นในแบบ 3 มิติ โดยไม่ใช้การตัดเย็บ "ต่อ" (Bonding Technique ) ใช้เทคนิคเชื่อมต่อผ้าด้วยการใช้กาวและการรีดด้วยความร้อน แทนการตัดเย็บ  และ "ตัด" (Free Cut Technique) เป็นเทคนิคตัดบนผ้าที่ทอแบบพิเศษ เมื่อตัดแล้วริมผ้าจะไม่ลุ่ย จึงไม่จำเป็นต้องเย็บเก็บริมผ้า
"เทคนิคเหล่านี้ ถูกนำมาผสมผสานอยู่ในชุดชั้นในที่เป็นสินค้าขายดีของซาบีน่าถึง 40 แบบ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อชั้นในทั้งดันทรง ไม่ดันทรง เก็บทรง หรือในกางเกงใน ชุดกระชับสัดส่วน ชุดออกกำลังกาย หรือแม้แต่ชุดชั้นในให้นมบุตร เพื่อให้ครอบคลุมลูกค้าในทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ และทุกไลฟ์สไตล์ ที่รักในความสวยเนี้ยบ และสบายในคราวเดียว แต่ยังไม่ทิ้งทรงสวยในแบบสาวซาบีน่า"
ส่วนเจ้าแม่เทรนด์เซ็ตเตอร์อย่าง "ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต"  พรีเซ็นเตอร์สาวของชุดชั้นในซาบีน่า คอลเลคชั่น ซีมเลส ฟิต บอกว่า ในฐานะที่เธอเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ทำให้เห็นเทรนด์นี้ในต่างประเทศมาบ้างแล้ว  และดีใจมากที่ซาบีน่านำนวัตกรรมนี้มาต่อยอดเป็นชุดชั้นในที่เหมาะกับคนไทย ซึ่งบราซีมเลส ฟิตนี้ สะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นสาวยุคใหม่ ที่ชอบความเนียบเรียบ ไม่มีตะเข็บ ซึ่งทำให้เราแมทช์กับชุดภายนอกได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องคอยกังวลว่าตะเข็บของชุดชั้นในโผล่มากวนใจ แต่ที่สำคัญมันทำให้เราใส่ชุดชั้นในแล้วสบายขึ้นไปอีกขั้น ขณะเดียวกัน ซาบีน่ายังมีเอกลักษณ์เรื่องทรงสวย ไม่ว่าจะมีหน้าอกแบบไหน ซาบีน่ามีรองรับหมดทุกแบบ ทุกวัยและทุกไลฟ์สไตล์

*****************************



กลุ่ม KTIS – GGC เซ็นกู้กรุงไทย 5,200 ล้านบาท ลุยโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์เต็มสูบ

เรียน พี่ๆ สื่อมวลชนค่ะ

มีนาขอความอนุเคราะห์ในการพิจารณาเผยแพร่ข่าวของบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ในประเด็น

กลุ่ม KTIS – GGC เซ็นกู้กรุงไทย 5,200 ล้านบาท ลุยโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์เต็มสูบ  ด้วยนะคะ เอกสารและภาพประกอบตามไฟล์แนบค่ะ


ขอบพระคุณมากค่ะ
มีนา

******************************************************************************************************************************************************** 

ข่าว KTIS                                                                                                                                                                    27 มีนาคม 2562


กลุ่ม KTIS – GGC เซ็นกู้กรุงไทย 5,200 ล้านบาท
ลุยโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์เต็มสูบ


ไบโอคอมเพล็กซ์แห่งแรกของไทยตามแนวนโยบาย Bioeconomy "โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์" ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากแบงก์กรุงไทยในวงเงิน 5,200 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงหีบอ้อย โรงงานผลิตเอทานอล และโรงผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ  ชี้โครงการนี้ส่งผลดีต่อชาวไร่อ้อยหลายพันครัวเรือน จ้างงานนับพันอัตรา ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระดับพื้นที่และภาพรวมทั้งประเทศ เพราะสามารถนำไปต่อยอดในธุรกิจเคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

วันที่ 27 มีนาคม 2562 ได้มีพิธีลงนามในข้อตกลงขอรับการสนับสนุนทางการเงิน ระหว่างบริษัท จีจีซี เคทิส ไบโออินดัสเตรียล จำกัด (GKBI) กับธนาคารกรุงไทย ในวงเงิน 5,200 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ในเฟสแรก

ทั้งนี้ บริษัท จีจีซี เคทิส ไบโออินดัสเตรียล จำกัด (GKBI) เป็นบริษัทร่วมทุนในสัดส่วน 50 ต่อ 50 ระหว่าง บริษัท เคทิส ไบโอเอทานอล จำกัด (KTBE) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ KTIS ถือหุ้น 100% กับบริษัท จีจีซี ไบโอเคมิคอล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) 

นายประพันธ์  ศิริวิริยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร เปิดเผยว่า โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์เป็นการผนึกจุดแข็งของผู้ถือหุ้น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม KTIS ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสร้างอ้อย และกลุ่ม GGC ที่มีความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม จึงมั่นใจได้ว่าโครงการนี้จะก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ชีวภาพใหม่ๆ ในอนาคต ซึ่งนับได้ว่าโครงการนี้เป็นไบโอคอมเพล็กซ์แห่งแรกของประเทศไทยที่สอดรับกับแนวนโยบายของรัฐที่ส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) อันเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อีกทั้งช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น ชุมชนใกล้เคียงก็จะมีเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย

ทั้งนี้ อ้อยที่จะนำมาหีบเพื่อส่งน้ำอ้อยเข้าสู่โรงงานเอทานอลแห่งใหม่นี้ จะแยกจากอ้อยที่นำส่งเข้าสู่โรงงานน้ำตาลในกลุ่ม KTIS โดยจะมีพื้นที่ปลูกอ้อยของชาวไร่คู่สัญญาเพิ่มขึ้นประมาณ 240,000 ไร่ คาดว่าจะผลิตอ้อยได้ 2.4 ล้านตันต่อปี 

นายประพันธ์กล่าวว่า การลงทุนในโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์เฟสแรก    จะใช้เงินลงทุนรวมไม่เกิน 7,500 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงาน 3 โรง  ได้แก่ โรงหีบอ้อย กำลังการผลิต 24,000 ตันต่อวัน โรงผลิตเอทานอล กำลังการผลิต 6 แสนลิตรต่อวัน และโรงผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ กำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้า 85 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 475 ตันต่อชั่วโมง โดยแหล่งเงินทุนของโครงการนี้จะมาจากเงินทุนของผู้ถือหุ้นฝ่ายละไม่เกิน 1,300 ล้านบาท รวมเป็น 2,600 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงินในประเทศ
"โครงการนี้จะมีผลดีหลายประการต่อเศรษฐกิจของชุมชนและของประเทศชาติ ทั้งการเพิ่มรายได้ให้กับชาวไร่อ้อยหลายพันครัวเรือน การจ้างงานในช่วงการก่อสร้างนับพันอัตรา โดยจะเริ่มก่อสร้างในเดือนพฤษภาคม 2562 และดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2564" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม KTIS กล่าว และเสริมว่า สำหรับโครงการผลิตเอทานอลนี้ในระยะแรกจะจำหน่ายเอทานอลให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม แต่ในระยะที่ 2 จะมีการลงทุนเพิ่มเติมในวงเงิน 10,000 - 30,000 ล้านบาท เพื่อนำเอทานอลที่ได้จากการลงทุนในเฟสแรกไปพัฒนาเพิ่มมูลค่าในธุรกิจเคมีชีวภาพและ/หรือพลาสติกชีวภาพต่อไป
นายประพันธ์กล่าวด้วยว่า โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์มีประโยชน์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยทางเศรษฐกิจนั้นจะมีการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และแรงงานในพื้นที่ที่จะเข้ามาทำงานในโรงงาน ทำให้มีเงินหมุนเวียนในพื้นที่มากขึ้น ด้านสังคม ทำให้แรงงานในชุมชนไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน ครอบครัวจะเข้มแข็งขึ้น และด้านสิ่งแวดล้อมนั้นจะเห็นได้ชัดเจนมากตั้งแต่กระบวนการผลิตของโรงงานหีบอ้อยและโรงงานเอทานอลที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ทำให้ไม่เกิดของเสียออกสู่ภายนอกไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียหรือฝุ่นควันต่างๆ นอกจากนี้ ยังมี Carbon Credit ที่จะสร้างความมั่นใจในเรื่องของการลดมลพิษ ทั้งในไร่อ้อยและในโรงงาน โดยจะแก้ปัญหาอ้อยไฟไหม้ด้วยการใช้รถตัดอ้อย และรับซื้อใบอ้อยเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชาวไร่ที่ตัดอ้อยสดส่งเข้าโรงงานด้วย 

#################################

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดยบริษัท ไอทูซี คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (ในนามกลุ่ม KTIS)
ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ:
ขวัญชนก วุฒิกุล หรือ มณีนิล วนิชไพจิตร์
โทร. 02 645 0037-8 หรือ 091 772 4048 Email: i2c.comm@gmail.com

CheezeSociety บริการฝากข่าวฟรี

โพสต์แนะนำ

พิถีพิถันวัตถุดิบชั้นเลิศ กับร้านอาหารสไตล์อิตาเลี่ยนได้ที่ Mozza By Cocotte

The EmQuartier ต้อนรับร้านอาหารน้องใหม่อย่าง  Mozza by Cocotte  โดยทีมงานร้าน Cocotte ที่ตั้งใจนำเสนออาหารสไตล์อิตาเลี่ยนชั้นเลิศ คัดสรรวัต...